รักษาดินแดน.คอม - ศูนย์การกำลังสำรอง :: ดูกระทู้ - การปฐมพยาบาลในสนาม ไม่ใช่แค่นศท.หญิงเท่านั้นที่ควรรู้
คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว ค้นหา เข้าระบบ
รักษาดินแดน.คอม - ศูนย์การกำลังสำรอง หน้ากระดานข่าวหลัก » กระทู้น่าสนใจ

   
การปฐมพยาบาลในสนาม ไม่ใช่แค่นศท.หญิงเท่านั้นที่ควรรู้
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
dboy
ผู้ทรงคุณวุฒิ



เข้าร่วมเมื่อ: 27/02/2007
ตอบ: 49

ตอบ: 18/12/2008 5:41 pm    ชื่อกระทู้: การปฐมพยาบาลในสนาม ไม่ใช่แค่นศท.หญิงเท่านั้นที่ควรรู้

การดูแลผู้บาดเจ็บในการรบทางยุทธวิธี Tactical Combat Casualty care
หัวใจของการอนุรักษ์กำลังรบที่แท้จริง ระบบ
การแพทย์ฉุกเฉิน EMS Emergency Medical Service ของพลเรือนทั่วไป ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้มีวิวัฒนาการมาจากระบบการแพทย์ทหารที่ใช้ในสงคราม ซึ่งสมัยสงครามเวียดนาม เราเริ่มมีการวิวัฒนาการนำเอาอุปกรณ์การแพทย์สนามมาใช้ ในสหรัฐที่เป็นประเทศต้นแบบของการแพทย์สนามของทหารไทย ประมาณปีค.ศ.1960 ก็ยังในสหรัฐเองยังไม่มีการจัดทำมาตรฐานระบบแพทย์ฉุกเฉินระดับประเทศ อาสาสมัคร, ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทำหน้าที่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นเอง ส่วนห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลก็ไม่มีทุกแห่งเหมือนปัจจุบัน ส่วนรถที่ใช้ขนคนเจ็บ มักจะใช้รถขนศพที่ออกแบบพิเศษ มานำส่งผู้บาดเจ็บ Trauma Case แทนรถพยาบาล(อันนี้เหมือนประเทศไทย ) ส่วน กรณีการเจ็บป่วย มักนำส่งโดยเพื่อนหรือญาติ ประมาณปี ๑๙๖๕ สถิติการเกิดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนมีสูง และระบุว่า การนำส่งส่วนมากปฏิบัติโดยรถพยาบาลที่ท้องถิ่นจัดขึ้นโดยเน้นที่ “การนำส่งที่รวดเร็ว” โดยไม่มีการดูแล ระหว่างการนำส่ง เพราะในตอนนั้นยังไม่มีการกำหนด มาตรฐานของเจ้าหน้าที่ในรถพยาบาล ซึ่งเป็นผลให้ ปี คศ.1966 รัฐบาลกลางสหรัฐ ได้จัดตั้ง United States Department of Transportation ขึ้นเพื่อจัดการปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยมีหน้าที่จัดการให้การขนส่งเกิดความรวดเร็วและปลอดภัยทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ปี 1971 United States Department of Transportation จัดพิมพ์หลักสูตรเจ้าหน้าที่กู้ชีพระดับประเทศ ขึ้นเป็นครั้งแรก และในปี 1973 กฎหมายเรื่องเกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉินครั้งแรก Emergency Medical Act ผ่านความเห็นชอบของ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ให้ทุนพัฒนาและปรับปรุงระบบ การช่วยชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล pre-hospital Trauma life support ทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เติบโตอย่างรวดเร็วและมีการให้บริการอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ หลังปี 1970 บทเรียนจากการแพทย์ในสนามรบ ในสงครามเวียดนามส่งผลต่อการพัฒนาระบบการแพทย์ ฉุกเฉินอย่างมาก ส่งผลให้มีการฝึกเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง EMT-Paramedic ขึ้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่างานการแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง งานที่ต้องการการฝึกทักษะเฉพาะ ไม่ใช่ว่าเป็นหมอแล้วจะสามารถปฏิบัติได้ทุกคน ซึ่งมีข้อสังเกตุดังนี้
 การฝึกอบรมการแพทย์ฉุกเฉิน จัดสอนโดยเจ้าหน้าที่กู้ชีพระดับวิชาชีพ ไม่ใช่สอนโดยหมอหรือพยาบาล
 การฝึกอบรมการแพทย์ฉุกเฉิน เน้นการปฏิบัติกับสถานการณ์การฝึก และการปฏิบัติจริงกับผู้บาดเจ็บ,
 การฝึกอบรมการแพทย์ฉุกเฉิน สอนการตรวจหาอาการบาดเจ็บไม่ใช่การวิเคราะห์
 ในสหรัฐอเมริกา หมอและพยาบาลไม่ได้รับอนุญาตให้ ทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่กู้ชีพ นอกจากจะผ่านการอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่กู้ชีพมาแล้วเท่านั้น
สาเหตุที่ไม่ควรให้นายแพทย์ทำหน้าที่นี้เพราะ
๑.นายแพทย์ได้รับการฝึก อบรม ในการวิเคราะห์ตรวจหาสาเหตุโรค และให้ทำงานในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล ที่มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่แตกต่าง จากอุปกรณ์ที่มีใช้ ในสภาพแวดล้อมของ การช่วยชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล Pre hospital Trauma life support แต่สิ่งนี้ ทำให้นายแพทย์จะมีคุณค่าสูงที่สุดเมื่อ อยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อใช้ศักยภาพของความเป็นแพทย์ในการใช้เครื่องมือการแพทย์ , ยา ในการรักษาขั้นสูง ต่อจากการนำส่งของเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ การดูแลรักษาก่อนถึงโรงพยาบาล มีความหลากหลาย ต้องการการตัดสินใจ และการแก้ปัญหา นายแพทย์ส่วนมากมิได้ฝึกให้ทำงานในสภาพสถานการณ์ที่วิกฤติ
บุคคลการทางการแพทย์ฉุกเฉินของสหรัฐได้แบ่งระดับดังนี้
o First Responder (FR) เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ณ จุดเกิดเหตุ (บุคลากรด่านหน้า)
( มาตรฐานการฝึกของสหรัฐใช้จำนวนชั่วโมงการฝึก ๖๐ ชั่วโมง และ ประเทศไทยลดเหลือ ๑๖ ชั่วโมง )
o Emergency Medical Technician – Basic (EMT-B) เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นพื้นฐาน
o Emergency Medical Technician – Intermediate (EMT-I)
o เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นกลาง (ผู้ช่วยพยาบาล)
o Emergency Medical Technician – Paramedic (EMT-I) เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง
o Critical Care Paramedic – (CCEMTP) เจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง และนำส่งฉุกเฉิน
การให้ความสำคัญของการแพทย์ฉุกเฉินทั้งในวงการทหารตำรวจในสหรัฐค่อนข้างสูง โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทุกนายต้องมีขีดความสามารถในระดับ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ณ จุดเกิดเหตุ ตำรวจของสหรัฐจะมีอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินประจำตัว ซึ่งจะสามารถช่วยชีวิตของประชาชน เพื่อนร่วมงาน หรือตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความหวังจากเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉิน
ในส่วนการแพทย์สนามของทหาร ที่เป็นต้นตำหรับของการแพทย์ฉุกเฉินทางพลเรือน ในกองทัพสหรัฐ ได้หันมาใช้มาตรฐานของพลเรือนเป็นแนวทาง เช่นใน กองทัพอากาศ เจ้าหน้าที่พลร่มกู้ภัย PJ จะต้องฝึกระดับมาตรฐานเดียวกับ Para-medic (EMT-I ) , กองทัพบก ทหารทุกคนสามารถ ใช้ Nasopharyngeal airway ได้ , ทหารที่ผ่านการฝึก Combat Life Saving สามารถทำ Needle Thoracostonomy ได้ เจ้าหน้าที่พยาบาลสนาม หมายเลขความชำนาญการทางทหาร 68W (แต่เดิมใช้หมายเลข 91w เพิ่งจะเปลี่ยนเป็น68Wในปีงบประมาณ 2007 ) ฝึกถึงในระดับ EMT- B ( Emergency Medical Technician – Basic ) โดยเพิ่มทักษะการให้สารน้ำทางหลอดเลือด , ในระดับ บุคคลได้มีการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ปฐมพยาบาลสนามประจำตัวขึ้น IFAK : Individual First Aids Kit ภายใน มีอุปกรณ์ ที่สามารถใช้งานง่าย เช่น CAT Combat Application Tourniquet ทูนิเก้ ( แบบแถวกว้าง๑ นิ้ว ),เทปกาวสำหรับปิดผ้าแต่งแผลโดยเฉพาะแผลทรวงอกทะลุ , ท่อสำหรับช่องจมูก ผลห้ามเลือด และในทางพลเรือนก็เริ่มนำ อุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินทางทหารมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะห้วงหลังสงครามอิรักในปี ๒๐๐๓ โดยกรณีศึกษาที่เกิดขึ้น ในรัฐเวอรจิเนีย ที่มีกรณีกราดยิงนักเรียนมัธยม ซึ่ง๑ ในเหยื่อกระสุน เป็นเด็กมัธยมที่เป็นลูกเสือแต่เขาชื่นชอบในการฝึกทักษะทางทหารและเขามี ทูนิเก้ ที่ทหารใช้งาน เขาถูกยิงเข้าที่ต้นขา และถูกเส้นเลือดใหญ่ ทันทีตั้งสติได้หลังจากถูกยิงเขาใช้ ทูนิเก้ มารัดที่ต้นขาตนเอง ทำให้รอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาร
หลักการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบในสถานการณ์ทางยุทธวิธี
Tactical Combat Casualty Care : TCCC
ตามแนวทางการการสนับสนุนทางการแพย์ของ กองทัพสหรัฐได้กำหนด แนวทางการการปฏิบัติขึ้นมาจาก สถานการณ์รบมีปัญหามากมายที่ทำให้การดูแลผู้บาดเจ็บทำได้ยากลำบาก เช่น การคุกคามจากฝ่ายศัตรู สภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก ยาและเวชภัณฑ์ที่ขาดแคลน การใช้หลักการดูแลผู้บาดเจ็บทั่วไปเพื่อดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบจึงมีข้อจำกัด ดังนั้นจึงได้พัฒนาหลักการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบ เพื่อนำมาใช้ในสถานการณ์รบได้อย่างเหมาะสม หลักการดูแลผู้บาดเจ็บจากการรบในสถานการณ์ทางยุทธวิธี( Tactical Combat Casualty Care : TCCC ) ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ การดูแลระหว่างรบปะทะ (care under fire) การดูแลในพื้นที่การรบ (tactical field care) การดูแลระหว่างรอส่งกลับ(combat casualty evacuation care)
การดูแลระหว่างรบปะทะ (Care under fire) การดูแลในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกตั้งแต่เริ่มมีผู้บาดเจ็บจากการปะทะ และยังมีการยิงต่อสู้กันอยู่ ที่ทุกคนต้องกระทำในฐานะสมาชิกของหน่วยคือใช้อาวุธประจำกายยิงต่อสู้ เพื่อรวมอำนาจการยิงให้เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม หลบเข้าที่กำบังที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองได้รับการบาดเจ็บ เมื่อมีผู้บาดเจ็บเกิดขึ้น ทหารทุกนายควรได้รับการฝึกการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจนสามารถดูแลตนเอง หรือเพื่อนทหารด้วยกันได้ เน้นย้ำว่า ควรนำผู้บาดเจ็บหลบเข้าที่กำบังที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม ต่อจากนั้นตรวจว่ามีบาดแผลเลือดออกมากหรือไม่ ถ้ามีให้ใช้สายรัดห้ามเลือด ( ทูนีเก้ ) ทันที ในรายที่เสียเลือดมากจนช็อก หรือระดับการรู้สติเปลี่ยนไป ควรปลดอาวุธ และให้หลบอยู่ในที่ปลอดภัย เมื่อสถานการณ์ปะทะสงบแล้วจึงค่อยพิจารณาให้สารน้ำทางเส้นเลือดเท่าที่จำเป็น กรณีที่ผู้บาดเจ็บหนัก ไม่มีชีพจร ไม่หายใจ ให้ถือว่าเสียชีวิตแล้ว ไม่มีการควรทำปฏิบัติการช่วยชีวิต ( CPR ) ในสถานการณ์นี้ เนื่องจากอาจมีอันตรายต่อผู้ปฏิบัติได้ เมื่อหน่วยต้องเคลื่อนย้าย นายสิบพยาบาล หรือ ผู้อื่นที่ยังรอดชีวิตในชุด จะเป็นผู้รับผิดชอบในการเตรียมการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ปัญหาในการเคลื่อนย้าย เช่น การดามกระดูกคอ หรือกระดูกสันหลัง ถ้าเป็นการบาดเจ็บที่คอเนื่องจากถูกยิงหรือสะเก็ดระเบิด การดามกระดูกคอไม่จำเป็นต้องทำเนื่องจากไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย และเสียเวลา แต่ถ้าบาดเจ็บจากการล้ม หรือตกจากที่สูง ยังจำเป็นต้องดามกระดูกคออยู่เหมือนปกติ
ในขั้นตอนนี้ ทางปฏิบัติที่เกิดขึ้น ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ ทักษะการแพทย์ฉุกเฉินแต่ละบุคคล ในชุดลาดตระเวน ไม่มีใครทราบล่วงหน้าว่าใครจะถูกยิง นายสิบพยาบาลไม่ได้มีประจำทุกชุดปฏิบัติการ โดยเฉพาะสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ที่จัดชุดลาดตระเวนเป็นชุดขนาดเล็ก หากยังมีสติ ไม่ตายอยู่ในที่กำบังที่ดี การห้ามเลือดตนเอง เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ โดยเฉพาะเลือดที่ออกจากเส้นเลือดใหญ่ สังเกตุจากเหลืดไหลพุ่งแรงตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เป็นที่น่าเสียดายว่า ในการฝึกเตรียมการของทหารตำรวจไทย หลายหน่วย ชั่วโมง การฝึกการปฐมพยาบาลถูกลดจำนวนลง รวมทั้งในการการฝึกปฏิบัติการต่างๆ ก็ไม่ได้ฝึกการจำลองสถานการณ์มีผู้บาดเจ็บ ดังนั้นเมื่อการการบาดเจ็บของกำลังพลในชุดขึ้นมา จึงไม่สามารถตอบสนองต่อการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามได้ดีเท่าทีควร ซึ่งแนวทางโดยสรุปที่นำไปใช้แบบคร่าวๆมีดังนี้
การดูแลในพื้นที่การรบ (Tactical field care) ในขั้นตอนนี้ สถานการณ์การคุกคามจากฝ่ายตรงข้ามลดลง แต่ยังไม่ปลอดภัยเต็มที่ อาจมีการปะทะอีกเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นการดูแลผู้บาดเจ็บในระยะนี้จะทำได้มากขึ้น แต่ยังเป็นการดูแลรักษาที่จำเป็นเพื่อช่วยชีวิต ใช้เวลาสั้นๆ เช่น การเปิดทางเดินหายใจ การเจาะปอดระบายลม โดยใช้ชุด เข็ม Needle decompression kit การใช้สายรัดห้ามเลือด การให้สารน้ำทางเส้นเลือด การให้ยาแก้ปวด การดามกระดูก ฯลฯ ตัวอย่างทักษะที่กล่าวมา การเจาะปอดระบายลม กรมแพย์ทหารบกของไทย มิได้อนุญาตให้ นายสิบพยาบาลเป็น ผู้ปฏิบัติ
ไม่ว่าจะใครจะเป็นผู้เขียนระเบียบนี้ก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปสนใจ สถานการณ์การรบลักษณะนี้ควรมีการฝึกกำลังพลทุกนาย ให้รู้และสามารถกระทำได้ เพราะ คนที่จะเสียชีวิต คือเพื่อนร่วมป็นร่วมตาย และลองนึกความรู้สึกของคนที่ต้องดูเพื่อนร่วมงาน ทรมานจากภาวะดังกล่าว และตนเองทำได้แค่การปิดแผลเท่านั้น ( ซึ่งแม้แต่ การปิดแผลธรรมดา หน่วยเหนือก็ไม่ได้แจกเทปสำหรับปิดบาดแผลทรวงอกให้ จะมีก็อยู่ที่กระเป๋าของนายสิบพยาบาล ) พลทหารของสหรัฐเองก็ไม่ได้เก่งอะไรแต่เขามีโอกาสที่ได้รับการฝึกและได้สิทธิในการที่จะเลือกทางอยู่รอดของตนเอง ในส่วนของการปฏิบัติการระบายลมในช่องอกของ ผู้บังคับหน่วยที่สนใจเรื่องนี้ ควรจะไปหาผู้ที่มีความชำนาญมาทำการฝึกสอนกำลังพลของหน่วยเองให้สามารถปฏิบัติได้ อย่างถูกวิธี จนเกิดความชำนาญครับแต่อาจจะมีข้อแม้ว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ มีนายแพทย์หรือบุคคลกรการแพทย์ฉุกเฉินอยู่ ใกล้ก็ไม่ต้องปฏิบัติ
นอกจากนี้ เครื่องมือและอปุกรณ์ปฐมพยาบาลของ กองทัพไทย ซึ่งออกแบบมาสำหรับการรบตามแบบ จึงมีอยู่แค่ นายสิบพยาบาลประจำกองร้อย แต่ในการปฏิบัติการ ในภาคใต้ทำงานเป็นชุดขนาดเล็ก ซึ่ง อย่างน้อยที่สุดควรมีชุดปฐมพยาบาลประจำรถลาดตระเวนทุกคัน แต่อย่างที่ทราบกันดี กว่าจะเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์และเครื่องมือของหน่วยได้ต้องไปที่การปรับอัตราการจัดยุทโธปกรณ์ และก็ใช้เวลาอย่างน้อยหลายปี คงต้องสังเวยอีกหลายชีวิตครับ
การดูแลระหว่างรอการส่งกลับ (Combat casualty evacuation care) ระยะนี้เป็นการดูแลรักษาที่ทำได้มากขึ้นและมีขีดความสามารถมากขึ้น ผู้บาดเจ็บมีอาการคงที่หรือปลอดภัยพอที่จะส่งกลับได้ มีการปฏิบัติเช่น การเปิดทางเดินหายใจด้วยการเจาะคอ Surgical Cricothyroidotomy การเจาะใส่สายระบายลมจากช่องปอด ฯลฯ ในขั้นตอนนี้ นายสิบพยาบาลหน่วยรบพิเศษ ของสหรัฐสามารถที่จะกระทำได้เพื่อจากมีการฝึกและมีอุปกรณ์การแพย์สนามที่มีประสิทธิภาพสูง
จากทั้งสามขั้นของการดูแลผู้บาดเจ็บในการรบจะเห็นว่ามีหลายทักษะที่กำลังพลทหาร หรือ ตำรวจตระเวนชายแดน ของไทย ไม่ได้รับการฝึกที่เหมาะสมเพียงพอกับ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ นอกจากนี้อุปกรณ์ ยังไม่เหมาะสมกับทักษะที่ต้องใช้เท่าใดนัก เช่น บาดแผลทรวงอกที่ต้องการเทปปิดเพื่อที่วาวล์สามทางตามตำราที่รับการฝึกมา ก็ไม่ได้รับจ่ายประจำตัว ผ้าแต่งแผลสนามขนาดใหญ่ ที่ในสนามรบหายากเหมือนทองคำ สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพในการทำงานของกำลังพลทหารตำรวจ
อุปกรณ์ที่ทันสมัยกับโอกาสการรอดชีวิตและความทุกข์ทรมาน
ปัจจุบันกองทัพไทยยังคงใช้งานอุปกรณ์การแพทย์สนามประจำบุคคลในยุคสงครามเวียดนาม มีความพยายามในการปรับเปลี่ยน , พัฒนาอุปกรณ์และแนวทางการฝึก นายสิบพยาบาล แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม การแพทย์ฉุกเฉินหรือเทคนิคการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บก่อนถึงโรงพยาบาล(PHTLS) มีความสำคัญต่อการอยู่รอดในสนามรบของกำลังพลทหาร ตำรวจ รวมทั้งประชาชนที่อาจจะต้องไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ระยะทางเพี่ยงไม่กี่กิโลเมตร อาจจะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาล ปัจจุบันมีผลการวิจัยที่สำคัญออกมามากมาย เกี่ยวอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินในสนาม ซึ่งผู้ที่อยู่ในวงการอาชีพทหารตำรวจควรรับทราบ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพการทำงานของไม่ว่าจะเป็นกำลังพลในสังกัด หรือ ของตนเอง มีดังนี้ครับ
๑ สายรัดห้ามเลือด
ปัจจุบัน สายรัดห้ามเลือดที่ ทหารได้รับแจกส่วนใหญ่เป็น แบบสายยางพารา เส้นกลม ซึ่ง เป็นนวัตกรรม ที่ใช้ในสงครามเวียดนาม สายยางพารานี้มีโอกาศที่จะขาดจากสภาพการใช้งาน คงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ทหารไปตากแดด หรือให้เก็บไว้ในที่ที่ไม่โดนแสงแดดโดยตรงลำบาก จะใส่กระเป๋าก็ล้วงใช้ลำบาก บ้านเราจึงเห็นทหารใส่ติดกับสายโยงบ่า กันดูเทห์ บางหน่วยที่เห็นใจเข้าใจทหารก็จะให้เส้นใหญ่และยาว และคงไม่ต้องนึกสีหน้าของผู้ที่ต้องใช้ห้ามเลือด แล้วสายยางรัดห้ามเลือดขาดระหว่างการดึง ชีวิตทหารไทยฝากไว้กับสายยางรัดห้ามเลือดราคาไม่ถึง ๒๐ บาท
จากการวิจัยของกองทัพสหรัฐพบว่า สายรัดห้ามเลือดแบบดังกล่าว ใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร สายรัดที่มีประสิทธิภาพ ความจะเป็นแถบมีความกว้างประมาณ ๑ นิ้ว ขึ้นไป และควรสามารถ ใช้การได้ด้วยการใช้มือข้างเดียว โดยที่มีประจำการใช้ประจำกายทหารทั่วไปจะเรียกว่า CAT Combat Application Tourniquet ซึ่งจะเป็นแถบสีดำ มีก้านล๊อกเป็นพลาสติก และสำหรับหน่วยรบพิเศษ จะแตกต่างกัน ที่ก้านล๊อกจะเป็น โลหะที่มีความแข็งแรงกว่า
นอกจากนี้กองทัพสหรัฐยังไม่หยุดแค่นี้ ยังมีการวิจัย ทูนิเก้ต้นแบบตามโครงการ กองกำลังนักรบอนาคต ( FFW: Future Force Warrior ) ที่มีใช้ระบบอัดลมในการสร้างแรงกด มีระบบตรวจจับทางชีวภาพในการตรวจแผลว่ามีความรุนแรงเพียงใดและสร้างและลดแรงกดได้อัตโนมัติ
๒ ผงห้ามเลือด
ในกรณีที่ เลือดออกมาก, บาดแผล ไม่อยู่ในจุดที่สามารถใช้ สายรัดห้ามเลือด ได้ ผงห้ามเลือดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับการห้ามเลือดในสนามรบ ผงห้ามเลือดในที่ผลิตมายุคแรกๆจะมีผลข้างเคียงคือ การเกิดความร้อน และ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างมากเมื่อเข้าตา ตัวอย่างที่เห็นในภาพยนต์ คือการใช้งานผงห้ามเลือด ยี่ห้อ Quick clot ของพระเอกในภาพยนต์เรื่อง Shooter แต่ต่อมามีอีกบริษัทหนึ่งที่ ทำการวิจัยและพัฒนาจนสามารถกำจัดจุดออ่นเรื่องอาการระคายเคืองได้ สำเร็จและเป็นชนิดที่กองทัพสหรัฐใช้อยู่ในปัจจุบันคือ CELOX™ โดยเป็นสารสกัดจากเปลือกกุ้ง ที่เรียกว่า ไคโตซาน ผงห้ามเลือดเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์กำลังรบ ได้อย่างง่ายๆ แต่ กองทัพไทยยังไม่มีการจัดหาเป็นภาพรวมอย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย เพิ่งจะมีการทำวิจัย ของโรงงานเภสัชกรรมทหาร ซึ่งก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร
ส่วนในอดีตที่ เราเคยมีความเชื่อว่า ผ้าอนามัย นั้นสามารถใช้ห้ามเลือด ได้ นั้น ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมดเพราะ ผ้าอนามัยถ฿กออกแบบมาให้ ดูดซับของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่ กรณีของการเกิดบาดแผล ไม่ใช่ ในการห้ามเลือดเราไม่ต้องการให้เลือดออกจากร่างกาย แต่เจ้าผ้าอนามัยนั้น กลับเป็นตัวดูดเลือดออกจากร่างกาย แน่นนอนว่าแห้ง ไม่เลอะ แต่ร่างกายก็ยังคงเสียเลือด โดยการห้ามจริงๆ คือ การที่กดลงบนบาดแผล การกดนั่นเองช่วยให้เลือดที่ปากบาดแผลนั้นแข็งตัวเร็วขึ้น
๓ เจลสำหรับลดอาการถูกไฟลวก การเผาไหม้ Water Gel
ภาพของ เหตุการระเบิดที่ ร้านยะลาบุญศรี ที่ จว.ยะลา ปี ๕๐ ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดโดนไฟคลอก โดยที่ผู้ที่ช่วยเหลือได้แต่ยืนมอง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่านนั้น ถูกนำส่งด้านรถมูลนิธิกู้ภัยของพลเรือน และมีอีกหลายเหตุการณ์เกี่ยวกับความทุกข์ทรมานของทหารตำรวจที่ได้รับจากการโดนความร้อนสูงจากการระเบิด ตามตำรา การปฐมพยาบาลทั่วไป บาดแผลไหม้ต้อง ใช้น้ำในการลดความร้อน แต่ในระหว่างการลาดตระเวน การทำงานในถนน จะหาน้ำได้ที่ไหน น้ำแต่กระติก สนาม คงไม่เพียงพอ เพราะ ต้องใช้ในการดื่มด้วย เจลนี้จะมีคุณสมบัติในการลดการไหม้และบรรเทาอาการความเจ็บ ปวด มีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าใบหน้า จนถึงขนาดเท่าผ้าห่ม ในสมรภูมิอิรัก ทหารอเมริกัน จะมีประจำรถลาดตระเวน , ในระเบียบปฏิบัติประจำของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเอง ก็ต้องมีอุปกรณ์การปฐมพยาบาลประจำหรือมีรถพยาบาล แต่ต้องทำความเข้าใจว่ารถพยาบาลพลเรือนไม่ได้มีอุปกรณ์ที่จะรองรับสถานการณ์ที่รุนแรงขนาดนี้
ถึงเวลาหรือยังว่าเราควรจะให้ความสนใจเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉิน ของหน่วยทหาร,ตำรวจ มีบางท่านที่ทราบราคาสิ่งของเหล่านี้ และบอกว่าราคาแพง ลองคิดสักนิด ชีวิตของทหารตำรวจไทยมีค่าสูงไม่เพียงพอกับอุปกรณ์เหล่านี้หรือ ?
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของระบบการแพทย์สนามของไทย เทคนิควิทยาการองค์ความรู้ การดูแลรักษาก่อนถึง โรงพยาบาล เป็นงานที่ทหารเป็นผู้นำมากก่อนในวันนี้ กลับถูกทอดทิ้ง ที่มีพัฒนาการค่อนข้างล่าช้า สถานการณ์การภัยคุกคามที่ทหารตำรวจไทยกำลังเผชิญ ต้องการการสนับสนุนจากทุกส่วนทุกระบบปฏิบัติการในสนามรบ ปราการด่านสุดท้ายในสนามรบ ของความเป็น วีระบุรุษที่มีชีวิต หรือ วีรบุรุษที่ไม่มีลมหายใจ คือ การส่งกลับสายแพทย์หรือการแพทย์สนาม การเอาใจใส่ในการ พัฒนาทักษะพื้นฐานของผู้ปฏิบัติทุกคน , การพัฒนาทักษะการดูแลผู้บาดเจ็บในการรบของนายสิบพยาบาลจะต้องได้มาตรฐานพอที่จะช่วยชีวิต ผลิตเขาเหล่านั้นมาเพื่อลงสู่สนามรบ ไม่ใช่เพื่อมาล้างแผลหรือทำงานธุรการ , อุปกรณ์การแพทย์สนามของทหาร ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยน ทั้งหมดคงทำในวันเดียวไม่ได้ แต่ขอผู้ที่เกี่ยวข้องให้นึกถึงสิ่งเหล่านี้บ้างก็ยังดี ทหารทุกคนในสนามรอความหวังเหล่านี้อยู่และ เพื่อการแพทย์ทหารของไทยให้สามารถยืดอกได้เต็มที่กับ คำขวัญที่ว่า “อนุรักษ์กำลังรบ”


เอกสารอ้างอิง :
Pre hospital Trauma Life Support Military Edition 2007 ISBN-13 : 978-0-323-03986-4
กลับไปข้างบน
dboy
ผู้ทรงคุณวุฒิ



เข้าร่วมเมื่อ: 27/02/2007
ตอบ: 49

ตอบ: 18/12/2008 5:43 pm    ชื่อกระทู้:

http://www.crma42.com/webboard/show.php?Category=board&No=2487
ภาพประกอบเรื่องนี้ครับ
กลับไปข้างบน
Jirat
นักศึกษาวิชาทหาร



เข้าร่วมเมื่อ: 01/03/2007
ตอบ: 564

ตอบ: 18/12/2008 10:18 pm    ชื่อกระทู้:

ขอบคุณครับ ได้อ่านยาวเลย
ดังนั้นยารักษาที่ดีที่สุดของทหารคือความอดทนของตนเองนะครับ
กลับไปข้างบน
dboy
ผู้ทรงคุณวุฒิ



เข้าร่วมเมื่อ: 27/02/2007
ตอบ: 49

ตอบ: 22/12/2008 11:55 am    ชื่อกระทู้:

ถูกต้อง กับ ทหารระดับปฏิบัจติการต้องถูกฝึกให้มีความอดทนสูง ในสภาพการณ์ทางยุทธวิธีต้องมีการตอบสนองต่อคำสั่งที่ปราศจากคำถาม แต่ทหารระดับนายทหารและฝ่ายอำนวยการต้องมีสมองวิสัทัศฯทททสัยทัศน์ ที่รอบด้าน เพื่อไม่ให้ความอดทนของผู้ใต้บังคับบัญชาสูญเปล่า
กลับไปข้างบน
thaimodz
นักศึกษาวิชาทหาร



เข้าร่วมเมื่อ: 08/02/2007
ตอบ: 74

ตอบ: 22/12/2008 9:54 pm    ชื่อกระทู้:

อ่านมาตั้งนานครับ นึกว่าจะมีจัดอบรมด้วย ^__^
กลับไปข้างบน
Thenice
นักศึกษาวิชาทหาร



เข้าร่วมเมื่อ: 15/10/2008
ตอบ: 23

ตอบ: 23/12/2008 9:54 pm    ชื่อกระทู้:

แต่อันนี้มีในหลักสุตรมาตั้งแต่เรียนลูเสือนะคับ พวกปฐมพยาบาลอะไม่ว่าเป้นก้องร้อยพิเศษหรือพวกที่ไม่ใช่กองร้อยอะ
กลับไปข้างบน
dboy
ผู้ทรงคุณวุฒิ



เข้าร่วมเมื่อ: 27/02/2007
ตอบ: 49

ตอบ: 24/12/2008 1:15 pm    ชื่อกระทู้:

Thenice บันทึก:
แต่อันนี้มีในหลักสุตรมาตั้งแต่เรียนลูเสือนะคับ พวกปฐมพยาบาลอะไม่ว่าเป้นก้องร้อยพิเศษหรือพวกที่ไม่ใช่กองร้อยอะ
แต่ องค์ความรู้ที่ กองทัพสอนส่วนมากในปัจจุบันค่อนข้างจะตกยุคครับ โดยเฉพาะเรื่อง การปฐมพยาบาลในสนาม หรือเรื่องที่ อยู่ในบทความข้างต้นครับ
กลับไปข้างบน
แสดงการตอบก่อนนี้:   
       รักษาดินแดน.คอม - ศูนย์การกำลังสำรอง หน้ากระดานข่าวหลัก » กระทู้น่าสนใจ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

ตอบกระทูด่วน : โพสข้อความในส่วนท้ายนี้ได้ ถ้าต้องการแนบไฟล์หรือภาพสวยๆ ให้คลิกปุ่มตอบกระทู้ด้านบน

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้