สายใยความผูกพันวันกองทัพไทย
โดย พ.ต.สราวุฒิ อินธิบาล อศจ.รร.กสร.ศสร.
----------------------------
วันกองทัพไทยเป็นวันที่ทหารไทยทุกหมู่เหล่า ต่างพร้อมใจกันเพื่อกระทำพิธีสาบานธง หรือสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพล เพื่อแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทหารไทยแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวันเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ก็ตามแต่จิตใจของทหารไทยก็ยังคงยึดมั่นต่อธงชัยเฉลิมพลอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
วันกองทัพไทยส่วนใหญ่หลายท่านก็คงรับรู้รับทราบจากข้อมูลข่าวสารทั่วไปอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีคนเขียนแปลกออกไป ดังนั้นหัวข้อที่ผู้เขียนบอกว่า “สายใยความผูกพันวันกองทัพไทย” ก็เพื่อวิเคราะห์หรือชวนผู้อ่านหามุมมองที่แตกต่างจากบทความทั่วไปที่เรามักจะจำว่าวันนี้ใครทำอะไรในอดีต ตรงกับวันอะไร อยู่ที่ไหน เวลาเท่าใด ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตายตัวตามแบบฉบับของทหารไทย ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอนำเสนอบทความออกทางบายพาสนิดหน่อยตามที่กล่าวไว้เบื้องต้น
วันกองทัพไทยมีอะไรบ้างที่เกี่ยวพันกัน
ประการแรก ผืนธง หมายถึง ชาติ ธงชาติเป็นสัญญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ แต่ละชาติ จะมีธงชาติที่เป็นรูปแบบเดียว ไม่มีหลายรูปแบบทั้งนี้ก็เพื่อให้คนในชาติได้มองเห็นและจดจำเพียงแบบเดียวไม่มีความสับสนว่าตนเองเป็นคนชาติไหน และร้องเพลงชาติที่มีคำร้อง ทำนองอันเดียวกัน นอกจากนั้นสีของธงชาติก็ช่วยให้จดจำความเป็นไทยได้ขึ้นใจ และยังมีความหมายของแต่ละสีดังในพระราชนิพนธ์เครื่องหมายแห่งไตรรงค์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นิยามความหมายของธงไว้ว่า
สีแดง หมายถึง เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ
สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา
สีน้ำเงิน หมายถึง สีส่วนพระองค์ขององค์พระมหากษัตริย์
แต่เนื่องจากคนไทยเป็นคนน้ำใจงามและเอื้อเฟื้อต่อเชื้อชาติและศาสนาอื่น ก็เลยกล่าวเพียงแค่สีขาวหมายถึงศาสนา เพื่อมิให้ผู้นับถือศาสนาอื่นเกิดความรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นคนไทย ทั้งสามสิ่งนี้ถือเป็นคติหรือคำขวัญอย่างไม่เป็นทางการของประเทศไทยในปัจจุบัน
ประการที่สอง บนยอดธงบรรจุพระพุทธรูป หมายถึง พุทธศาสนา เป็นการแสดงถึงการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาไว้เหนือหัวของคนไทย และก็ไม่ทำให้คนไทยที่นับถือศาสนาอื่นเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่า คนไทยให้ความสำคัญแก่พุทธศาสนา เพราะองค์พระมหากษัตริย์แม้ทรงเป็นพุทธมามกะก็ยังทรงอุปถัมภ์ศาสนาอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ
ประการที่สาม เส้นพระเจ้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หมายถึง องค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นจอมทัพไทย ได้ทรงสละเส้นพระเกสารวมไว้ในที่เดียวกัน แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความรักและเทิดทูนพระพุทธศาสนาและเป็นขวัญและกำลังใจของทหาร ไม่ว่าหน่วยทหารหน่วยใดก็ตามเมื่อได้รับธงชัยเฉลิมพลประจำหน่วยของตนจึงรักและหวงแหนยิ่งชีวิต เวลาออกรบเมื่อมีธงชัยออกไปด้วยจึงเสมือนหนึ่งมีจอมทัพไทยเสด็จไปด้วย จึงทำให้ทหารมีความแกล้วกล้า อาจหาญ ฮึกเหิม พร้อมที่จะรบ
นอกจากนั้น ความผูกพันก็ยังไม่สิ้นสุด เมื่อถึงวันกองทัพไทยแต่ละปี พระสงฆ์ที่มางานต้องเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ และต้องใช้พัดยศพระราชทาน จะใช้พัดรองไม่ได้ เนื่องจากให้เกียรติกับธงชัยเฉลิมพลที่มีเส้นพระเจ้า ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ จึงเสมือนว่าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาด้วย
จะเห็นว่าหากขีดเป็นเส้นและเอาสามประการนี้มาวางเป็นมุมก็จะได้มุมสามส่วนอย่างลงตัว และเมื่อจะกระทำพิธีให้สามประการนี้รวมเป็นหนึ่งเดียวก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เรียกว่าพระราชพิธีตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล องค์พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นพระราชทานแก่หน่วยทหารเป็นคราวๆ ละหลายธง โดยประกอบพิธีสำคัญทางพุทธศาสนาในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ท่ามกลางพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรึงธงแต่ละผืนติดกับด้ามธงด้วยพระองค์เอง โดยทรงตอกฆ้อนเงินลงบนตะปูทองเหลืองอย่างแน่น ธงหนึ่งมีรูตะปูประมาณ ๓๒-๓๕ ตัว ที่ส่วนบนของคันธงจะมีลักษณะเป็นปุ่มโลหะกลึงกลมสีทองภายในกลวง ปุ่มกลมนั้นทำเป็นฝาเกลียวปิด-เปิดได้ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงบรรจุเส้นพระเจ้า พร้อมด้วยพระพุทธรูปที่ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกแล้ว ชื่อพระยอดธง ลงในปุ่มกลมแล้วทรงปิดฝาเกลียวขันแน่น ทรงเจิมแป้งกระแจะจันทน์ที่ยอดธงทุกคัน จากนั้นพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา
ดังนั้น เมื่อถึงวันกองทัพไทยจึงได้จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนฯ เดิมกระทำในวันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปี และในวันดังกล่าวทหารใหม่ได้ฝึกเสร็จสิ้นแล้วตามหลักสูตร และพร้อมที่จะทำการรบได้ นอกจากนี้ยังเป็นวันระลึกถึงวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีได้รับชัยชนะต่อข้าศึก ต่อมาเมื่อนักประวัติศาสตร์ได้ตรวจสอบวันกระทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใหม่จึงพบว่า วันกระทำยุทธหัตถีที่ถูกต้องนั้น ตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕ กองบัญชาการทหารสูงสุดจึงมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทยมาเป็นวันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีแทน โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบัน.
ความเป็นมาวันกองทัพไทย
สำหรับความเป็นมาของวันกองทัพไทยตามที่ปรากฏในบทความทั่วไปพอสรุปได้ดังนี้
๑. การประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ ๑๒/๒๒ เมื่อ ๒๒ ธ.ค.๒๒ ได้มีมติ กำหนดให้วันที่ ๒๕ ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา เป็นวันกองทัพไทย ซึ่ง ครม.ได้ลงมติเห็นชอบและอนุมัติ และเมื่อ ๒๘ มิ.ย.๒๗ ที่ประชุมสภากลาโหม ได้มีมติยืนยันว่าวันที่ ๒๕ ม.ค. ถือเป็นวันกองทัพไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทางราชการแล้ว และหากมีการเปลี่ยนแปลง วันที่กระทำยุทธหัตถีี รัฐบาลต้องประกาศเปลี่ยนแปลง
๒. สำนักนายกรัฐมนตรีได้ยืนยัน และแจ้งให้ กห.ทราบ เมื่อ ๒๑ ส.ค.๔๑ ว่าวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี ที่ถูกต้องคือ วันที่ ๑๘ ม.ค. ประธานให้ใช้วันที่ ๒๕ ม.ค. เป็นวันกองทัพไทยตามเดิม จนกว่าทางรัฐบาลจะมีหนังสือแจ้งว่าวันใด เป็นวันกระทำยุทธหัตถี ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่แน่นอน บก.กองทัพไทย จึงจะดำเนินการต่อไป
ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘กำหนดให้วันที่ ๑๘ มกราคมของทุกปี เป็นวันยุทธหัตถีและวันรัฐพิธีแทนวันที่ ๒๕ มกราคม ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดวันกองทัพไทยสอดคล้องกับเหตุผลที่ยึดถืออยู่เดิม
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ เห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอให้เปลี่ยนแปลงกำหนดวันกองทัพไทย จากวันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปีเป็นวันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปี และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม
------------------------